เศรษฐีอีสาน ‘ดู๋ สัญญา’ หลังฉีกสัญญา 19 ปี

เจาะใจ “ดู๋ สัญญา” เบื้องลึก เบื้องร้าว ถูกปลดหรือออกเองจากช่องดัง หลังจากปิดตำนานพิธีกรรายการช่อง 7 มีหลายกระแสเกิดขึ้นในตอนนั้น ว่าถูกปลด หรือ ออกเองกันแน่

วันที่ต้องลุกออกจากเก้าอี้ มีข่าวว่า ถูกปลด กับ เลิกเอง ? ผมเลิกเอง ธุรกิจมันไม่เอื้อ เราเป็นรายการหนึ่งที่อยู่ในพันรายการ เราไม่ได้เลิกว่าเราจะไปอยู่ดาวดวงอื่น

เรายังคงอยู่ในธุรกิจนี้เพราะฉะนั้นไม่ต้องฟูมฟาย เพราะโลกมันเปลี่ยน คุณต้องไปหาหนทางอื่นต่อไป ตอนผมเลิก ผมไม่เศร้า ผมไม่ทุกข์ สิ่งเดียวที่เสียใจ คือห่วงลูกน้องมากกว่า

ความรักหรือความเข้าใจสำหรับคนอายุ 58 วิธีประครองรัก ? พระพุทธเจ้าสอนว่า คนทุกคนเกิดมาต้องตาย จะไปกอบโกยอะไรให้มากมายให้เกิดทุกข์ ถ้าเปรียบกับความรัก

คุณรักใครก็รู้ว่าจะอยู่แค่เวลาจำกัด เวลาที่มีอยู่ไม่ใช่เอาไปทะเลาะกัน ละเลยกัน ตอนนั้นผมมีครอบครัวตอน 30 กว่าๆ ผมให้ครอบครัวอันดับ 2 งานอันดบ 1 แต่ตอนนี้ผมไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้ว

ผมเลยคิดว่าอยากจะทำทุกวินาทีกับคนรักให้มีคุณค่า ชื่อเสียงเงินทองสำคัญมั้ย ในวัย 56 ? ชื่อเสียงเป็นประโยชน์ แต่คุณก็ต้องทำตัวให้ดีอย่าทำตัวไม่ดีเพื่อรักษา ชื่อเสียงถ้าคุณมีพอที่จะใช้ชีวิตแล้ว

คือพอใช้แล้วคือรวยแล้ว แต่ถ้าคุณตะกายจะเอาอีก นั้นคือคุณยังไม่รวยพอ ชีวิตผมก็โอเคแล้ว นอกจากนี้ ดู๋สัญญายังเปิดเผยถึงบาดแผลฝังใจที่รู้สึกถึงความผิดพลาดตลอดระยะเวลาการทำหน้าที่พิธีกรว่า

เรื่องผิดพลาดมันต้องมีอยู่แล้วเพราะคนเรามันไม่ได้ดีตลอด ถามว่าบาดแผลไหน มันเกิดจากความไม่รู้ เรื่องเกิดจาก ผมไปถามนักแสดงหญิงคนหนึ่งที่ค่อนข้างสนิทสนมกัน

แล้วในรายการผมก็ถามเรื่องการศึกษาของเขาแล้ววันนั้นเราก็ถามไปว่า เฮ้ย!มันเป็นแบบนั้นเหรอ แบบนี้เหรอ?แล้วน้องก็เสียใจ เหมือนไปคิดไม่ตรงกับเค้าว่า

สิ่งที่คุณเล่าคุณเล่าด้วยเจตนาหนึ่งรึเปล่าอะไรอย่างนี้ผมคงไม่ให้รายละเอียดซึ่งน้องเค้าเสียใจร้องไห้ มันก็เป็นเรื่องที่ผมก็เสียใจจนทุกวันนี้

ส่วนลูกน้องเอม นั้นคุณ ดู๋สัญญาได้ส่งไปเรียนถึงเมืองนอก น้องเอมบอกว่า มหาวิทยาลัยอยู่บนเขาในเมืองลอสแอนเจลิส ผมเลือกเรียนที่นี่ ชื่อเสียงมหาวิทยาลัยอาจไม่ดังเท่าไร

“การใช้ชีวิตที่นี่ทำให้ผมได้เป็นตัวของตัวเองทำทุกอย่างเอง เช่น เลือกคลาสเรียนเอง จะกินข้าวเวลาไหน กินอะไร จะออกไปแฮ้งเอ๊าต์กับเพื่อนตอนไหน ใช้เงินอย่างไร คุณพ่อไม่ได้กำหนดเงินให้ใช้แต่ละเดือน เพราะเชื่อใจว่าผมไม่ฟุ่มเฟือย

“ผมชอบใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่ค่อยได้ใช้จ่ายอะไร เคยเดินทางไปแซนแฟรนซิสโกมีเงินติดตัวไป 500 ดอลลาร์ พอแม่รู้ว่าผมมีเงินแค่นี้ เตรียมจะโอนเงินมาเพิ่มให้ จึงบอกไปว่ายังเหลือเงินอีก 300 ดอลลาร์ และกำลังจะกลับแล้ว

ผมน่าจะได้นิสัยนี้มาจากคุณพ่อ  เพราะถูกสอนบ่อยๆว่าให้รู้จักประหยัด ให้ทำบัญชีควบคุมการใช้จ่าย เพราะผมมักจะมีแล้ว หรือไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ อะไรยังใช้ได้ดีก็ใช้ไปไม่ค่อยสนใจว่าเป็นแบรนด์อะไร

ตอนอยู่ไฮสกูลผมยังใช้โทรศัพท์โนเกียเครื่องละ 900 บ. อยู่เลย คุณแม่เพิ่งเปลี่ยนเป็นไอโฟนให้เมื่อวันเกิดที่ผ่านมา”

Leave a Reply

Your email address will not be published.